<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>36701</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/05/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/05/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พลังและภูมิปัญญาชุมชนท้องถิ่น   รูปธรรมที่จังหวัดกระบี่และพัทลุง</HEADLINE>
                <CONTENT>พลังและภูมิปัญญาชุมชนท้องถิ่น&amp;nbsp;&amp;nbsp; รูปธรรมที่จังหวัดกระบี่และพัทลุง

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ชุมชนท้องถิ่นถือเป็นสังคมฐานรากที่สำคัญของประเทศชาติ&amp;nbsp; หากแต่ละชุมชนท้องถิ่นมีการรวมกลุ่มกันเพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง&amp;nbsp; โดยไม่หวังพึ่งพิงการสนับสนุนจากภายนอกเพียงอย่างเดียว&amp;nbsp; จะเป็นหนทางที่จะนำไปสู่การสร้างชุมชนให้เข้มแข็งพึ่งพาตัวเองได้&amp;nbsp; ดังตัวอย่างรูปธรรมจากชุมชนต่างๆ ในจังหวัดกระบี่และพัทลุง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางเลือก-ทางรอดของคนตัดยางหวะ จ.พัทลุง&amp;nbsp;&amp;nbsp; สร้างธนาคารอาหาร-กองทุนช่วยเหลือกันในภาวะยางราคาตกต่ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เกษตรกรส่วนใหญ่ในภาคใต้มีพืชเศรษฐกิจหลัก&amp;nbsp; 2 อย่าง&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; ยางพาราและปาล์มน้ำมัน &amp;nbsp;ถือเป็นพืชทองคำที่ทำรายได้ให้เกษตรกรมายาวนานหลายสิบปี&amp;nbsp; จนถึงยุคที่สถานการณ์เปลี่ยนไป&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยางพาราและปาล์มน้ำมันมีราคาตกต่ำ&amp;nbsp; ไม่คุ้มทุนและค่าแรงงาน &amp;nbsp;หลายคนต้องนอนเอามือก่ายหน้าผาก&amp;nbsp; มองไม่เห็นหนทางว่าจะนำพาครอบครัวไปทิศทางใด&amp;nbsp; เพราะต้องหาเงินมาใช้จ่ายรายวัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต้องหาเงินให้ลูกเรียน&amp;nbsp; ผ่อนส่งรถปิคอัพ&amp;nbsp; หนี้ ธ.ก.ส.&amp;nbsp; และอื่นๆ อีกจิปาถะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ที่ ตำบลคลองใหญ่&amp;nbsp; อ.ตะโหมด&amp;nbsp; จ.พัทลุง&amp;nbsp; ชาวบ้านที่นี่ได้รวมตัวกันเป็น &amp;lsquo;เครือข่ายคนกรีดยางและชาวสวนยางรายย่อยจังหวัดพัทลุง&amp;rsquo; มาตั้งแต่ปี 2557 &amp;nbsp;เพื่อแก้ไขปัญหาปากท้องในยามที่ยางพารามีราคาดำดิ่งลงเรื่อยๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; จัดตั้งกองทุนข้าวสารให้สมาชิกนำไปหุงกินก่อนแล้วค่อยผ่อนชำระ&amp;nbsp; ส่งเสริมธนาคารอาหารข้างบ้าน&amp;nbsp; ปลูกผัก&amp;nbsp; เลี้ยงสัตว์&amp;nbsp; เอาไว้กินเอง &amp;nbsp;เพื่อลดรายจ่าย &amp;nbsp;รวมทั้งส่งเสริมการออมเงิน&amp;nbsp; และมีกองทุนให้ให้สมาชิกที่เดือดร้อนหยิบยืมเงินไปใช้จ่ายในยามจำเป็น&amp;nbsp; ฯลฯ &amp;nbsp;โดยใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นกลไกในการขับเคลื่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ดรณ์ พุมมาลี)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดรณ์&amp;nbsp; พุมมาลี&amp;nbsp; ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลคลองใหญ่&amp;nbsp; เล่าว่า&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนตำบลคลองใหญ่จัดตั้งขึ้นในปี 2552&amp;nbsp; ตาม พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 &amp;nbsp;มีเป้าหมายเพื่อให้ชาวบ้านในตำบลต่างๆ ทั่วประเทศรวมตัวกันจัดตั้งสภาฯ&amp;nbsp; (1 ตำบล&amp;nbsp; 1 สภาฯ)&amp;nbsp; เพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนท้องถิ่นของตนเอง&amp;nbsp; โดยมี พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนฯ รองรับ&amp;nbsp; ตนจึงชักชวนให้กลุ่มต่างๆ ในตำบลมาร่วมกันจัดตั้งสภาฯ&amp;nbsp; รวมทั้งหมด&amp;nbsp; 7 กลุ่ม&amp;nbsp; มีสมาชิกสภาฯ 28 คน &amp;nbsp;(มาจากตัวแทนกลุ่มๆ ละ 4 คน) &amp;nbsp;เพื่อนำปัญหาต่างๆ ในตำบลมาพูดคุยกันและช่วยกันหาทางออก&amp;nbsp; มีการประชุมสภาฯ เดือนละ &amp;nbsp;2 &amp;nbsp;ครั้ง&amp;nbsp; ถือเป็นสภาของประชาชนอย่างแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนสภาพปัญหาในตำบลนั้น&amp;nbsp; ดรณ์บอกว่า&amp;nbsp; ชาวบ้านในตำบลคลองใหญ่&amp;nbsp; ส่วนใหญ่มีอาชีพทำสวนยางรายย่อย&amp;nbsp; มีสวนยางไม่เกินรายละ 15 ไร่&amp;nbsp; และหลายครอบครัวไม่มีสวนยางเป็นของตัวเอง&amp;nbsp; ต้องรับจ้างกรีดยาง&amp;nbsp; หรือเรียกว่า &amp;ldquo;คนตัดยางหวะ&amp;rdquo; &amp;nbsp;มีรายได้เป็นรายวัน&amp;nbsp; ประมาณวันละ 300-400 บาท &amp;nbsp;&amp;nbsp;ในช่วงฤดูฝนหรือวันที่ฝนตกจะกรีดยางไม่ได้&amp;nbsp; ซึ่งใน 1 ปีจะตัดยางไม่ได้ประมาณ 4 เดือน&amp;nbsp; ทำให้ไม่มีเงินมาเลี้ยงดูครอบครัว&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลายครอบครัวต้องไปกู้ยืมเงินนอกระบบมาใช้จ่าย&amp;nbsp; และต้องส่งดอกเบี้ยและเงินกู้เป็นรายวัน&amp;nbsp; เฉพาะดอกเบี้ยตกร้อยละสิบต่อวัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้ากู้เงินมา 1,000 บาท&amp;nbsp; จะต้องจ่ายดอกเบี้ยวันละ 100&amp;nbsp; บาท&amp;nbsp; วันไหนไม่มีเงินก็ต้องปิดประตูหน้าต่าง&amp;nbsp; ปิดไฟหลบอยู่ในบ้าน&amp;nbsp; หรือไปหลบซ่อนอยู่ในสวนยางทั้งวัน&amp;nbsp; เพราะกลัวพวกมอเตอร์ไซค์เงินกู้จะมาข่มขู่ทวงเงิน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ผมเห็นเหตุการณ์แบบนี้เป็นประจำ&amp;nbsp; เห็นแล้วก็เศร้าใจ&amp;nbsp; โดยเฉพาะคนตัดยางหวะ&amp;nbsp; หากวันไหนไม่ได้กรีดยาง&amp;nbsp; ก็จะไม่มีเงินมาซื้อข้าวกิน&amp;nbsp; จึงคิดตั้งกองทุนข้าวสารขึ้นมา &amp;nbsp;โดยใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นเวทีพูดคุย &amp;nbsp;เริ่มตั้งแต่ปี 2557 &amp;nbsp;โดยชวนคนตัดยางหวะ &amp;nbsp;6-7 คนมานั่งคุยกัน&amp;nbsp; ถามข้อมูลว่าแต่ละครอบครัวกินข้าววันละเท่าไหร่&amp;nbsp; เดือนละเท่าไหร่&amp;nbsp; แล้วเอาข้าวสารจากกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง&amp;nbsp; 5 กระสอบมาเป็นกองทุนฯ ให้คนตัดยางยืมไปกินก่อน &amp;nbsp;รวมทั้งมีพระสงฆ์ที่เห็นโครงการเอาเงินมาช่วยอีก 10,000 บาท ใครเอาข้าวไปแล้ว&amp;nbsp; เมื่อมีเงินก็เอามาคืน&amp;nbsp; เพื่อหมุนเวียนไปซื้อข้าว&amp;rdquo;&amp;nbsp; ดรณ์เล่าความเป็นมาของกองทุนข้าวสาร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังจากนั้นกองทุนฯ จึงเก็บค่าสมาชิกรายละ 50 บาท&amp;nbsp; เพื่อเป็นทุนซื้อข้าวเปลือกมาสี&amp;nbsp; รวมทั้งกองทุนฯ ยังสนับสนุนให้ชาวนาในตำบลปลูกข้าวอินทรีย์&amp;nbsp; ไม่ใช้สารเคมี&amp;nbsp; เพื่อให้ชาวบ้านได้กินข้าวที่ปลอดภัย&amp;nbsp; มีคุณภาพ&amp;nbsp; แล้วกองทุนฯ จะรับซื้อข้าวเปลือกเพื่อนำมาสีในราคากิโลกรัมละ 18 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชัยวัฒน์&amp;nbsp;&amp;nbsp; สระทองวี&amp;nbsp; ผู้จัดการกองทุนข้าวสาร&amp;nbsp; เล่าเสริมว่า&amp;nbsp; ตนเองทำนาปลูกข้าวอินทรีย์ในเนื้อที่ 10 ไร่&amp;nbsp; ปีหนึ่งทำได้ 2 ครั้ง&amp;nbsp; ได้ข้าวเปลือกประมาณ &amp;nbsp;16 ตัน&amp;nbsp; เมื่อมีกองทุนข้าวสารขึ้นมา&amp;nbsp; ตนจึงซื้อเครื่องสีข้าวขนาดเล็ก&amp;nbsp; 2 เครื่องมาสีข้าว&amp;nbsp; และรับจ้างสีข้าวให้กองทุนฯ&amp;nbsp; มีรายได้กิโลกรัมละ 3 บาท&amp;nbsp; สามารถสีข้าวสารได้สูงสุดวันละประมาณ 600 กิโลกรัม&amp;nbsp; กองทุนฯ ขายให้สมาชิกราคา กก.ละ 30 บาท&amp;nbsp; (ขายทั่วไป กก.ละ 40 บาท)&amp;nbsp; สมาชิกสามารถเอาข้าวไปกินได้ก่อน&amp;nbsp; แล้วชำระเงินภายใน 15 วัน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ส่วนผู้ที่ด้อยโอกาส&amp;nbsp; ผู้สูงอายุ&amp;nbsp; คนพิการ&amp;nbsp; จะลดราคาข้าวให้ 50 % &amp;nbsp;&amp;nbsp;นอกจากนี้หากครอบครัวสมาชิกกองทุนฯ รายใดเสียชีวิต &amp;nbsp;กองทุนฯ จะมอบข้าวสารให้ 1 กระสอบ&amp;nbsp; เพื่อนำไปหุงเลี้ยงแขกในงานศพ&amp;nbsp; ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้สมาชิกกองทุนฯ&amp;rdquo;&amp;nbsp; ชัยวัฒน์บอก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(สมาชิกส่วนหนึ่งของกองทุนข้าวสาร)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัจจุบันกองทุนข้าวสารมีสมาชิกทั้งหมด 93 ราย (ครอบครัว)&amp;nbsp; มีเงินหมุนเวียนประมาณ&amp;nbsp; 40,000 บาท&amp;nbsp; มีข้าวเปลือกสำรองประมาณ 1 ตัน &amp;nbsp;โดยรับซื้อข้าวเปลือกอินทรีย์จากชาวนาในตำบลคลองใหญ่&amp;nbsp; ราคา กก.ละ 18 บาท&amp;nbsp; ซึ่งส่วนใหญ่จะปลูกข้าวพันธุ์ขาวไข่มุก&amp;nbsp; เพราะเหมาะกับสภาพพื้นที่&amp;nbsp;&amp;nbsp; หุงขึ้นหม้อ&amp;nbsp; เมล็ดข้าวนิ่ม&amp;nbsp; ข้าวไม่แข็งตัวเมื่อปล่อยทิ้งไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดรณ์&amp;nbsp; เล่าต่อว่า&amp;nbsp; เมื่อมีข้าวแล้วก็ต้องมีกับข้าวกินด้วย&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในปี 2559 จึงทำเรื่อง &amp;ldquo;ธนาคารอาหารข้างบ้าน&amp;rdquo;&amp;nbsp; โดยชักชวนให้สมาชิกกองทุนข้าวสารใช้ที่ว่างข้างบ้านหรือสวนยางมาเป็นแปลงปลูกผัก&amp;nbsp; โดยเฉพาะผักพื้นบ้าน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เหรียง&amp;nbsp; มันปู&amp;nbsp; หมุย&amp;nbsp; ดีปลี (พริก) มะเขือ&amp;nbsp; ขมิ้น&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ซึ่งจากการสำรวจข้อมูลในตำบลมีผักพื้นบ้านที่กินได้กว่า 90&amp;nbsp; ชนิด&amp;nbsp; ภายหลังจึงได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดสร้างโรงเรือนเพื่อปลูกผักอินทรีย์&amp;nbsp; ขนาด 2 X 12 เมตร&amp;nbsp; จำนวน&amp;nbsp; 7 โรง&amp;nbsp; มีสมาชิกโรงละ 7 คน&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีผักสวนครัวต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ผักกาด&amp;nbsp; คะน้า&amp;nbsp; โขม&amp;nbsp; ถั่วหนัง&amp;nbsp; พริก&amp;nbsp; กะเพรา &amp;nbsp;ฯลฯ&amp;nbsp; โดยสมาชิกช่วยกันปลูกและดูแล&amp;nbsp; ใครขาดเหลือก็มาเก็บเอาไปกิน&amp;nbsp; หากเหลือก็ขายเป็นรายได้ &amp;nbsp;เฉลี่ยต่อโรงประมาณ&amp;nbsp; 1,600-2,000 บาทต่อรอบการเก็บ 30-45 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้เลี้ยงปลา&amp;nbsp; เป็ด&amp;nbsp; ไก่&amp;nbsp; แบบธรรมชาติ&amp;nbsp; ไม่ใช้สารเคมี&amp;nbsp; เพื่อเป็นแหล่งอาหารของครอบครัวและชุมชน&amp;nbsp; ทำให้แต่ละครอบครัวสามารถลดค่าใช้จ่ายในการซื้ออาหารได้อย่างน้อยวันละ 100-200 บาท&amp;nbsp; หรือเดือนละ&amp;nbsp; 3,000-6,000&amp;nbsp;&amp;nbsp; บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากข้าวปลาและอาหารแล้ว&amp;nbsp; เครือข่ายคนกรีดยางและชาวสวนยางรายย่อย จ.พัทลุง&amp;nbsp; ยังร่วมกันจัดตั้ง &amp;lsquo;ธนาคารเครือข่ายคนกรีดยางฯ &amp;rsquo; ขึ้นมา&amp;nbsp; ในปี 2559 เพื่อส่งเสริมให้สมาชิกเก็บออมเงินเอาไว้ใช้&amp;nbsp; ไม่ต้องเสียเวลาไปฝากที่ธนาคารในอำเภอ&amp;nbsp; แต่ฝากกับธนาคารในชุมชนที่ชาวบ้านจัดตั้งขึ้นมาเอง&amp;nbsp; เปิดให้ฝากเงินเดือนละ 2 ครั้ง&amp;nbsp; ฝากเงินขั้นต่ำคนละ 10 บาท&amp;nbsp; ใครมีมากก็ฝากมาก&amp;nbsp; ตอนนี้มีเงินฝากทั้งหมดประมาณ&amp;nbsp; 30,000 บาท&amp;nbsp; มีสมาชิกทั้งหมด&amp;nbsp; 93 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ธนาคารเครือข่ายคนกรีดยาง ฯ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กองทุนหยิบยืม&amp;nbsp; เริ่มจากเงินที่เหลือจากการทำบุญงานศพบิดาของดรณ์ในปี 2559&amp;nbsp; จำนวน 9,000 บาท&amp;nbsp; (รวมกับเงินที่เหลืออีกจำนวนหนึ่งที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)&amp;nbsp; นำมาช่วยชุมชนเรื่องภัยพิบัติ) นำมาเป็นเงินกองทุนเพื่อให้สมาชิกเครือข่ายคนกรีดยางฯ หยิบยืมไปใช้ในยามจำเป็น&amp;nbsp; หรือนำไปปลดหนี้นอกระบบ&amp;nbsp; รายละไม่เกิน 2,000 บาท&amp;nbsp; โดยไม่มีดอกเบี้ย&amp;nbsp; ชำระคืนภายใน 1 เดือน&amp;nbsp; ที่ผ่านมาช่วยเหลือสมาชิกและปลดหนี้นอกระบบไปแล้วประมาณ 20 ราย&amp;nbsp; ปัจจุบันมีเงินกองทุนประมาณ 30,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ตอนนี้สมาชิกเครือข่ายคนกรีดยางและชาวสวนยางรายย่อยฯ ของเรามีข้าวกิน&amp;nbsp; มีอาหารและผักที่ปลอดภัย&amp;nbsp; มีสุขภาพดีขึ้น&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังช่วยลดรายจ่าย&amp;nbsp; เพิ่มรายได้&amp;nbsp; แม้ว่าราคายางจะไม่ดีขึ้น&amp;nbsp; แต่เราก็ยังมีกองทุนต่างๆ&amp;nbsp; และมีเงินเก็บออมเอาไว้ใช้และช่วยเหลือกันในยามจำเป็น&amp;rdquo; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดรณ์บอกถึงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในตำบลคลองใหญ่&amp;nbsp; และเสริมว่า ตอนนี้เรากินอิ่มและนอนอุ่นแล้ว&amp;nbsp; แต่เป้าหมายต่อไป&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; &amp;ldquo;ทุนจะต้องมี&amp;nbsp; และหนี้จะต้องลด&amp;rdquo; &amp;nbsp;ซึ่งทุนในที่นี้หมายถึงทุนทางปัญญา&amp;nbsp; คือจะต้องใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในตำบลให้เกิดประโยชน์และคุ้มค่ามากที่สุด&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; หากมีที่ดินว่างตรงไหนก็จะนำมาสร้างเป็นธนาคารอาหาร&amp;nbsp; และจะส่งเสริมการออมเงินให้มากขึ้น&amp;nbsp; เพื่อให้มีเงินกองทุนนำไปส่งเสริมอาชีพและการแปรรูปผลผลิตต่างๆ&amp;nbsp; ในตำบล&amp;nbsp; ทำให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้น&amp;nbsp; ไม่ใช่จะรอให้ยางราคาดีขึ้นเพียงอย่างเดียว&amp;nbsp; และเมื่อมีเงินก็เอาไปปลดหนี้ในระบบ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หนี้ ธ.ก.ส.&amp;nbsp; เป็นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในครอบครัวและตำบลอย่างครบวงจร &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วันนี้สถานการณ์ยางพาราได้เปลี่ยนไปแล้วโดยสิ้นเชิง &amp;nbsp;ประเทศจีนซึ่งเป็นผู้รับซื้อยางพารารายใหญ่มีปัญหาด้านเศรษฐกิจ&amp;nbsp; รวมทั้งสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกาจะทำให้การส่งออกผลิตภัณฑ์จากยางพาราของจีนลดน้อยลง &amp;nbsp;ส่วนอุตสาหกรรมทั่วโลกที่เคยใช้ยางพาราก็หันไปใช้ยางสังเคราะห์ซึ่งมีราคาถูกกว่า &amp;nbsp;ทำให้ตลาดยางตีบตันและราคาไม่มีโอกาสที่จะขึ้นสูงเหมือนในอดีตได้อีก&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตัวอย่างการปรับตัวของเครือข่ายคนกรีดยางรายย่อยฯ จ.พัทลุง&amp;nbsp; จะเป็นต้นแบบให้ชาวสวนยางในพื้นที่อื่นๆ&amp;nbsp; ได้นำไปปรับใช้&amp;nbsp; ไม่ต้องพึ่งพิงการปลูกพืชชนิดเดียว&amp;nbsp; แต่ใช้พื้นที่ที่มีอยู่มาสร้างแหล่งอาหารที่หลากหลาย&amp;nbsp; มั่นคงและปลอดภัย&amp;nbsp; แม้ว่าราคายางจะตกต่ำ&amp;nbsp; แต่รายจ่ายในครอบครัวก็จะลดลง&amp;nbsp; &amp;nbsp;และยังมีกองทุนต่างๆ เอาไว้ช่วยเหลือจุนเจือกัน...เป็นทางเลือกและทางรอดของเกษตรกรสวนยางในวันนี้..!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิถีคนคลองเขม้า&amp;nbsp; ใช้สภาองค์กรฯ พัฒนาชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตำบลคลองเขม้า&amp;nbsp; อ.เหนือคลอง&amp;nbsp; จ.กระบี่ &amp;nbsp;มีประชากรทั้งหมดประมาณ 5,600 คน&amp;nbsp; จำนวน 1,431 ครัวเรือนประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม&amp;nbsp; ประกอบอาชีพเกษตรกรรม&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ทำสวนปาล์ม&amp;nbsp; ยางพารา&amp;nbsp; สวนผลไม้&amp;nbsp; เลี้ยงวัวเลี้ยงแพะ&amp;nbsp; และทำประมงพื้นบ้าน&amp;nbsp; เป็นอีกตำบลหนึ่งที่ผู้นำในชุมชนได้ร่วมกันจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลขึ้นมา&amp;nbsp; เพื่อใช้สภาองค์กรชุมชนฯ เป็นเครื่องมือในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาชุมชน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(รุ่งโรจน์ ตั้งมั่น)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รุ่งโรจน์&amp;nbsp; ตั้งมั่น&amp;nbsp; ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลคลองเขม้า&amp;nbsp; เล่าว่า&amp;nbsp; สภาฯ จัดตั้งในปี&amp;nbsp; 2552 โดยมีสมาชิกสภาฯ&amp;nbsp; จำนวน&amp;nbsp; 18&amp;nbsp; คน&amp;nbsp; มาจากกลุ่มต่างๆ ในตำบล&amp;nbsp; รวม 11 กลุ่ม &amp;nbsp;&amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; เครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ&amp;nbsp; สิ่งแวดล้อมและป่าชายเลน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กลุ่มประมงพื้นบ้าน&amp;nbsp; กลุ่มเกษตรผสมผสาน&amp;nbsp; กลุ่มเลี้ยงผึ้งโพรง&amp;nbsp; กลุ่มทำพริกแกง&amp;nbsp; กลุ่มธนาคารพัฒนาหมู่บ้าน ฯลฯ&amp;nbsp; มีการประชุมกันอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง&amp;nbsp; เพื่อรายการผลงานดำเนินการของกลุ่มต่างๆ &amp;nbsp;ตลอดจนเป็นเวทีพูดคุย&amp;nbsp; แก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชน&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังประสานงานการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นร่วมกับ อบต.คลองเขม้า และหน่วยงานราชการต่างๆ ในจังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; จัดทำโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีชุมชนตำบลคลองเขม้าขึ้นมาตั้งแต่ปี 2558&amp;nbsp; เนื่องจากตำบลคลอง เขม้ามีพื้นที่ติดป่าชายเลนและชายฝั่งทะเล&amp;nbsp; อยู่ไม่ไกลจากสนามบินนานาชาติกระบี่&amp;nbsp; เป็นเส้นทางไปสู่แหล่งท่องเที่ยวทางทะเลของจังหวัดกระบี่&amp;nbsp; จึงมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางผ่านไปมา,&amp;nbsp; จัดทำโครงการส่งเสริมวัฒนธรรมประเพณีของดี&amp;nbsp; อาหารอร่อยตำบลคลองเขม้า&amp;nbsp; และจัดทำตลาดชุมชน &amp;lsquo;ตลาดนัดบ้านต้นทวย&amp;rsquo; เป็นแหล่งจำหน่ายสินค้าอาหารต่างๆ และอาหารทะเลสดๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ตลาดนัดต้นทวย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ต่อไปเรามีแผนงานที่จะยกระดับตลาดชุมชนให้เป็นตลาดอาหารฮาลาลที่ได้มาตรฐานและมีคุณภาพ&amp;nbsp; เพราะประชาชนส่วนใหญ่ในแถบนี้นับถือศาสนาอิสลาม&amp;nbsp; แต่ปัจจุบันยังไม่มีตลาดฮาลาลที่ได้มาตรฐาน&amp;nbsp; ยังมีการขายอาหารทั่วไป&amp;nbsp; หากมีตลาดที่ขายอาหารถูกต้องตามหลักศาสนาก็จะทำให้มีพี่น้องมุสลิมมาซื้อสินค้ามากขึ้น&amp;rdquo;&amp;nbsp; ประธานสภาฯ บอกถึงแผนงานที่จะทำต่อไป&amp;nbsp; โดยขณะนี้อยู่ในระหว่างของบประมาณสนับสนุนจาก อบต.คลองเขม้าจำนวน 16 ล้านบาท&amp;nbsp; เพื่อนำมาสร้างตลาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนุรักษ์ป่าชายเลนสร้างความมั่นคงทางอาหาร-สร้างบ้านมั่นคง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากแผนธุรกิจชุมชนแล้ว&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนตำบลยังขับเคลื่อนเรื่องการอนุรักษ์พื้นที่ป่าชายเลน&amp;nbsp; รวมทั้งทรัพยากรสัตว์น้ำต่างๆ&amp;nbsp; สมนึก&amp;nbsp; ครบถ้วน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประธานเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ&amp;nbsp; สิ่งแวดล้อมและป่าชายเลน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งเป็นสมาชิกสภาองค์กรชุมชนตำบลคลองเขม้าบอกว่า&amp;nbsp; ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา&amp;nbsp; เครือข่ายอนุรักษ์ฯ ได้ร่วมกับชาวบ้านและโรงเรียนในตำบลปลูกป่าชายเลนเพิ่มเติมเพื่อทดแทนต้นไม้ที่ถูกนายทุนบุกรุกพื้นที่&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; แสม&amp;nbsp; โกงกาง&amp;nbsp; รวมแล้วกว่า&amp;nbsp; 1 แสนต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ช่วงก่อนปี 2545&amp;nbsp; มีนายทุนมาบุกรุกที่ดินหัวไร่ปลายนาที่อยู่ติดกับป่าชายเลนบริเวณหมู่ที่ 4&amp;nbsp; เนื้อที่หลายสิบไร่เพื่อทำบ่อกุ้ง&amp;nbsp; &amp;nbsp;ชาวบ้านจึงร่วมกันต่อสู้และร้องเรียนกับทางราชการ&amp;nbsp; ใช้เวลา 3-4 ปีจนได้พื้นที่คืนมา&amp;nbsp; หลังจากนั้นชาวบ้านจึงร่วมกันฟื้นฟูป่า&amp;nbsp; และช่วยกันปลูกป่าชายเลนเพิ่มเติม&amp;nbsp; เพื่อให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์กุ้ง&amp;nbsp; หอย&amp;nbsp; ปู&amp;nbsp; ปลา&amp;nbsp; เพราะเป็นแหล่งอาหารและเป็นอาชีพของชาวบ้าน&amp;nbsp; หลังจากนั้นชาวบ้านจึงรวมตัวกันเป็นกลุ่มต่างๆ เช่น&amp;nbsp; กลุ่มประมงพื้นบ้าน&amp;nbsp; เครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติฯ&amp;rdquo;&amp;nbsp; สมนึกเล่าความเป็นมาของการปกป้องผืนป่าชายเลน&amp;nbsp; และบอกว่า&amp;nbsp; ชาวบ้านยังได้ร่วมกันปล่อยพันธุ์กุ้ง&amp;nbsp; ปลา&amp;nbsp; และหอยจุ๊บแจง&amp;nbsp; รวมทั้งยังมีธนาคารปู&amp;nbsp; เพื่อฟักไข่ปูก่อนปล่อยคืนสู่แหล่งน้ำ&amp;nbsp; เพื่อให้เจริญเติบโตต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ป่าชายเลนคลองเขม้า)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัจจุบันผืนป่าชายเลนและที่ดินหัวไร่ปลายนาที่ชาวบ้านช่วยกันดูแลมีเนื้อที่รวมกันทั้งหมดประมาณ&amp;nbsp; 658&amp;nbsp; ไร่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ฝันฤดี&amp;nbsp; พลีตา&amp;nbsp; เลขานุการสภาองค์กรชุมชนตำบลคลองเขม้าบอกว่า&amp;nbsp; สภาฯ มีแผนงานที่จะจัดทำทางเดินเพื่อเป็นแหล่งชมป่าชายเลนระยะทางประมาณ 40 เมตร&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีชุมชน&amp;nbsp; ให้นักท่องเที่ยวหรือผู้ที่สนใจล่องเรือในคลองเขม้า&amp;nbsp; เพื่อชมป่าชายเลน&amp;nbsp; ดูการจับปลา&amp;nbsp; การทำประมงพื้นบ้าน&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;นอกจากนี้ในตำบลคลองเขม้ายังมีปัญหาเรื่องความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; บ้านเรือนมีสภาพทรุดโทรม&amp;nbsp; ชาวบ้านบางส่วนปลูกสร้างบ้านในพื้นที่ป่าชายเลน&amp;nbsp; แต่ทางราชการยังอนุญาตให้ชาวบ้านอยู่ต่อไปได้&amp;nbsp; ทางสภาฯ จึงมีแผนงานที่จะนำที่ดินหัวไร่ปลายนาบางส่วนมาทำโครงการบ้านมั่นคง&amp;nbsp; เพื่อรองรับผู้ที่เดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัยจำนวน 19 ครอบครัว&amp;nbsp; จากผู้ที่เดือดร้อนทั้งตำบลกว่า 100 ครอบครัว&amp;nbsp; ส่วนที่เหลือจะดำเนินการต่อไป&amp;rdquo;&amp;nbsp; ฝันฤดีบอกถึงแผนงานของสภาองค์กรชุมชนตำบลคลองเขม้าที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยในเร็วๆ นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชนตำบล พ.ศ.2551 ตามมาตรา 26 ระบุภารกิจของสภาองค์กรดังต่อไปนี้ (1) ส่งเสริมและสนับสนุนให้สมาชิกองค์กรชุมชนอนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี &amp;nbsp;ภูมิปัญญาท้องถิ่น &amp;nbsp;ศิลปะหรือวัฒนธรรมอันดีของชุมชนและของชาติ&amp;nbsp; (2) ส่งเสริมและสนับสนุนให้สมาชิกองค์กรชุมชนร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานของรัฐในการจัดการ การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่จะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนและประเทศชาติอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; (3)เผยแพร่และให้ความรู้ความเข้าใจแก่สมาชิกองค์กรชุมชน &amp;nbsp;รวมตลอดทั้งการร่วมมือกันในการคุ้มครองคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน&amp;nbsp; (4) เสนอแนะปัญหาและแนวทางแก้ไขและการพัฒนาต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาในการจัดทำแผนพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&amp;nbsp; (5) เสนอแนะปัญหาและแนวทางแก้ไข หรือความต้องการของประชาชนอันเกี่ยวกับการจัดทำบริการสาธารณะของหน่วยงานของรัฐ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; (6) จัดให้มีเวทีการปรึกษาหารือกันของประชาชนเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการให้ความคิดเห็นต่อการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานของรัฐหรือเอกชนที่มีผลหรืออาจก่อให้ เกิดผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติ สุขภาพอนามัย &amp;nbsp;คุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชน ทั้งนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานของรัฐซึ่งเป็นผู้ดำเนินการหรือเป็นผู้อนุญาตให้ภาคเอกชนดำเนินการต้องนำความเห็นดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; (7) ส่งเสริมและสนับสนุนให้องค์กรชุมชนในตำบลเกิดความเข้มแข็ง&amp;nbsp; และสมาชิกองค์กรชุมชน &amp;nbsp;รวมตลอดทั้งประชาชนทั่วไปในตำบลสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ กำหนดให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) มีอำนาจหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการจัดตั้งและพัฒนากิจการของสภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;nbsp; โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์รักษาการตาม พ.ร.บ.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ผู้สูงอายุที่บ้านพักคนชรามัสยิดบ้านทุ่ง ต.เขาคราม จ.กระบี่)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความสุขและภูมิปัญญาของผู้สูงวัย&amp;nbsp; รูปธรรมจากจังหวัดกระบี่-พัทลุง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในปี 2560 &amp;nbsp;ประเทศไทยมีผู้สูงวัยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป &amp;nbsp;จำนวน 11.7 ล้านคน &amp;nbsp;หรือร้อยละ 16.9 &amp;nbsp;&amp;nbsp;ของประชากรทั้งประเทศ&amp;nbsp; และคาดว่าประเทศไทยจะเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Complete Aged Society) ในปี 2564 &amp;nbsp;โดยจะมีประชากรผู้สูงวัยถึงร้อยละ 20&amp;nbsp; ของประชากรทั้งประเทศ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่กระทรวงการคลังเปิดเผยข้อมูลว่า &amp;nbsp;ในปีงบประมาณ 2557 งบประมาณด้านสวัสดิการสังคมกรณีชราภาพอยู่ที่ประมาณ 2.7 แสนล้านบาท &amp;nbsp;หรือร้อยละ 2.1 ของ GDP. &amp;nbsp;และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นประมาณ 7 แสนล้านบาท &amp;nbsp;หรือราวร้อยละ 3 ของ GDP. ในอีก 10 ปีข้างหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ปัญหาที่จะติดตามมานอกจากเรื่องงบการคลังของประเทศ&amp;nbsp; รวมถึงปัญหาด้านสุขภาพและโรคภัยไข้เจ็บแล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้สูงวัยที่มีฐานะยากจน&amp;nbsp; ไม่มีลูกหลานดูแล&amp;nbsp; หรือถูกทอดทิ้ง&amp;nbsp; ไม่มีที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; ไม่มีรายได้&amp;nbsp; จะทำให้ผู้สูงวัยเกิดความเปลี่ยวเหงา&amp;nbsp; ซึมเศร้า&amp;nbsp; ขาดกำลังใจในการใช้ชีวิต&amp;nbsp; เหมือนต้นไม้ที่ขาดน้ำ&amp;nbsp; จึงเหี่ยวเฉา&amp;nbsp; โรยรา&amp;nbsp; รอวันร่วงโรยสู่ผืนดิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; ยังมีผู้สูงวัยในชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศที่ได้รับการสนับสนุน&amp;nbsp; ส่งเสริม&amp;nbsp; ให้ผู้สูงวัยเหล่านี้ได้เตรียมตัวรับมือสภาวะที่จะเกิดขึ้น&amp;nbsp; โดยทำกิจกรรมต่างๆ&amp;nbsp; ร่วมกัน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ออกกำลังกาย&amp;nbsp; พบปะ&amp;nbsp; พูดคุย&amp;nbsp; ทำให้ไม่เปลี่ยวเหงา&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีสวัสดิการ&amp;nbsp; มีที่อยู่อาศัย &amp;nbsp;มีรายได้&amp;nbsp; และนำภูมิปัญญาความรู้ที่มีออกมาถ่ายทอด&amp;nbsp; หรือนำมาทำประโยชน์ให้กับชุมชนได้&amp;nbsp; จึงทำให้ผู้สูงวัยเหล่านี้รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า&amp;nbsp; และมีพลังใจที่จะใช้เวลาในช่วงที่เหลืออยู่สร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้แก่ชุมชนและสังคมต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;สวนปาล์ม&amp;rsquo; สร้างสวัสดิการผู้สูงอายุจังหวัดกระบี่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สวัสดิการผู้สูงอายุในสังคมไทย&amp;nbsp; เริ่มต้นในสมัยรัฐบาลจอมพล ป.&amp;nbsp; พิบูลสงคราม&amp;nbsp; ราวปี พ.ศ.2496&amp;nbsp; ได้มีการสร้างสถานสงเคราะห์คนชรา&amp;nbsp; หรือ &amp;lsquo;บ้านพักคนชราบ้านบางแค&amp;rsquo; ขึ้นเป็นแห่งแรก&amp;nbsp; (ปัจจุบัน&amp;nbsp; คือ ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางแค) หลังจากนั้นจึงมีการจัดตั้งบ้านพักคนชราขึ้นในจังหวัดต่างๆ&amp;nbsp; ทั่วประเทศ&amp;nbsp; รวมทั้งมีบริการในรูปแบบต่างๆ เช่น&amp;nbsp; ศูนย์บริการผู้สูงอายุ&amp;nbsp; และที่สังคมรู้จักกันดีมากที่สุด&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; การจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่มีอายุ 60-90 ปีขึ้นไป&amp;nbsp; ในอัตราเดือนละ 600-1,000 บาทตลอดชีพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะเดียวกัน&amp;nbsp; ภาคประชาชนและภาคีเครือข่ายต่างๆ เล็งเห็นว่า&amp;nbsp; การจัดสวัสดิการผู้สูงอายุของภาครัฐยังไม่ทั่วถึง&amp;nbsp; มีข้อจำกัด&amp;nbsp; จึงเสนอแนวคิด &amp;lsquo;การจัดสวัสดิการผู้สูงอายุโดยชุมชน&amp;rsquo; ขึ้นมา&amp;nbsp; เพื่อให้ชุมชนและลูกหลานที่อยู่ใกล้ชิดได้มีส่วนร่วมในการดูแลผู้สูงอายุในชุมชนของตนเอง&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; สนับสนุนแนวคิดและงบประมาณในปี 2543-2545 &amp;nbsp;จำนวน&amp;nbsp; 80 ล้านบาท&amp;nbsp; เพื่อจัดสรรให้ผู้สูงอายุในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ&amp;nbsp; รวม 76&amp;nbsp; จังหวัด&amp;nbsp;&amp;nbsp; จังหวัดละ 1 ล้านบาท&amp;nbsp; นำไปจัดตั้งเป็นกองทุนเพื่อจัดสวัสดิการให้แก่ผู้สูงอายุในจังหวัดนั้นๆ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่น&amp;nbsp; นำไปส่งเสริมกิจกรรมการรวมกลุ่มต่างๆ&amp;nbsp; ของผู้สูงอายุ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่งเสริมการรวมกลุ่มสร้างอาชีพ&amp;nbsp; ทำเครื่องจักสาน&amp;nbsp; ทอผ้า&amp;nbsp; ทำนา&amp;nbsp; ทำสวนปาล์ม&amp;nbsp; ยางพารา&amp;nbsp; เลี้ยงปลา&amp;nbsp; เลี้ยงไก่&amp;nbsp; แปรรูปผลิตภัณฑ์&amp;nbsp; ทำน้ำพริก&amp;nbsp; เครื่องแกง&amp;nbsp; ทำสบู่&amp;nbsp; สมุนไพร&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; แล้วนำผลกำไรมาจัดสวัสดิการให้แก่ผู้สูงอายุ&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวมทั้งสงเคราะห์แบบให้เปล่าสำหรับผู้ที่เดือดร้อนและมีฐานะยากจน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตัวอย่างที่จังหวัดกระบี่&amp;nbsp; ในปี 2545&amp;nbsp; ผู้สูงอายุจังหวัดกระบี่อำเภอต่างๆ 8 อำเภอ&amp;nbsp; ได้ส่งตัวแทนอำเภอละ 2 คนเข้ามาเป็นคณะทำงานผู้สูงอายุ จ.กระบี่&amp;nbsp; และร่วมกันบริหารจัดการกองทุน 1 ล้านบาท&amp;nbsp; โดยมีมติร่วมกันว่าจะแบ่งเงินออกเป็น&amp;nbsp; 3 ส่วน&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; นำเงินจำนวน 850,000 บาท (85%) ไปซื้อสวนปาล์มเนื้อที่ 20 ไร่เศษที่ อ.คลองท่อม,&amp;nbsp; เงิน 100,000 บาทจัดเป็นสวัสดิการมอบให้แก่ผู้สูงอายุที่ยากไร้ (10%)&amp;nbsp; และ&amp;nbsp; 50,000 บาท (5%) เป็นค่าบริหารจัดการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คณะทำงานผู้สูงอายุให้เหตุผลที่ซื้อสวนปาล์มว่า&amp;nbsp; เนื่องจากสวนปาล์มเป็นการลงทุนที่ยั่งยืน&amp;nbsp; เก็บเกี่ยวได้เดือนละ 2 ครั้งตลอดทั้งปี&amp;nbsp; สวนปาล์มมีอายุเก็บเกี่ยว 20-30 ปี&amp;nbsp; และดูแลรักษาง่าย&amp;nbsp; ขณะที่สวนปาล์มที่ซื้อมีอายุ&amp;nbsp; 4 ปี&amp;nbsp; สามารถเก็บผลปาล์มขายได้แล้ว&amp;nbsp; ผลกำไรจากสวนปาล์ม&amp;nbsp; 100 %&amp;nbsp; จะนำมาจัดสวัสดิการให้ผู้สูงอายุ&amp;nbsp; ผู้ด้อยโอกาส&amp;nbsp; 30 %, ค่าบำรุง&amp;nbsp; ดูแลสวนปาล์ม 30 %,&amp;nbsp; ค่าบริหารจัดการ&amp;nbsp; 20 %&amp;nbsp; และนำไปสมทบกองทุน 1 ล้านบาท&amp;nbsp; จำนวน 20 %&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่ผ่านมาสวนปาล์มผู้สูงอายุจังหวัดกระบี่สามารถขายผลผลิตได้เฉลี่ยปีละ 100,000 บาท&amp;nbsp; นำผลกำไรมาช่วยสวัสดิการผู้สูงอายุ&amp;nbsp; เด็กกำพร้า&amp;nbsp; ผู้ยากไร้&amp;nbsp; ซ่อมแซมสาธารณประโยชน์&amp;nbsp; และพัฒนาชุมชน&amp;nbsp; ปัจจุบันมีเงินกองทุนสวนปาล์มประมาณ 1.4 ล้านบาท&amp;nbsp; และมีแผนงานในปีนี้ จะสร้างบ้านพักในสวนปาล์มเพื่อให้ผู้สูงอายุที่มีฐานะยากจน&amp;nbsp; ไม่มีที่อยู่อาศัยจำนวน 5 หลัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ใช้งบประมาณ 150,000 บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยให้ผู้สูงอายุช่วยกันดูแลสวนปาล์ม&amp;nbsp; และมีพื้นที่ให้ทำการเกษตร&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ปลูกผักสวนครัว&amp;nbsp; เลี้ยงไก่&amp;nbsp; เพื่อเป็นอาหารหรือนำไปขายเป็นรายได้เลี้ยงดูตัวเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความสุขของผู้สูงอายุที่บ้านทุ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตำบลเขาคราม&amp;nbsp; อ.เมือง&amp;nbsp; จ.กระบี่&amp;nbsp; ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม&amp;nbsp; มีครัวเรือนทั้งหมดประมาณ&amp;nbsp; 1,170&amp;nbsp; ครัวเรือน&amp;nbsp; ประชากรประมาณ11,000 คนเศษ &amp;nbsp;มีผู้สูงอายุประมาณ&amp;nbsp; 1,000 คนเศษ&amp;nbsp; หรือเกือบร้อยละ 10 ของประชากรทั้งตำบล&amp;nbsp; และมีแนวโน้มจะมีผู้สูงวัยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ&amp;nbsp; ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้นหน่วยงานในท้องถิ่น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.)&amp;nbsp; อบต.เขาคราม&amp;nbsp; สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.)&amp;nbsp; รวมทั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลเขาคราม&amp;nbsp; จึงมีโครงการและกิจกรรมต่างๆ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสังคมผู้สูงวัย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; มีอาสาสมัครดูแลผู้สูงวัย&amp;nbsp; ให้คำแนะนำด้านการดูแลรักษาสุขภาพ&amp;nbsp; การกินอาหาร&amp;nbsp; การออกกำลังกาย&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เพื่อให้ผู้สูงวัยเหล่านี้มีสุขภาพกายและใจที่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุวรรณ&amp;nbsp; มุคุระ&amp;nbsp; เลขานุการสภาองค์กรชุมชนตำบลเขาคราม&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; นอกจากหน่วยงานในท้องถิ่นจะมีกิจกรรมต่างๆ แล้ว ในตำบลเขาครามยังมีปัญหาผู้สูงอายุที่ไม่มีลูกหลานดูแล&amp;nbsp; ไม่มีที่พักอาศัย&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้นในปี 2551 ชุมชนจึงร่วมกันบริจาคเงินครัวเรือนละ 200&amp;nbsp; บาท&amp;nbsp; คนที่มีฐานะดีก็บริจาคมาก&amp;nbsp; เพื่อจัดสร้างบ้านพักให้แก่ผู้สูงวัย&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยใช้พื้นที่ของมัสยิดบ้านทุ่ง&amp;nbsp; หมู่ที่ 1 ตำบลเขาคราม&amp;nbsp; สร้างบ้านพักจำนวน 10 ห้อง&amp;nbsp; ใช้งบประมาณรวม 1.2 ล้านบาท (จากเงินบริจาคของชุมชนและการจัดงานเลี้ยงน้ำชา)&amp;nbsp; ทำให้ผู้สูงอายุในตำบล&amp;nbsp; โดยเฉพาะหญิงหม้ายมีที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; และมีกิจกรรมต่างๆ ทำร่วมกัน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(คุณยายยามิอ๊ะ ถวายเชื้อ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คุณยายยามิอ๊ะ&amp;nbsp; ถวายเชื้อ&amp;nbsp; หญิงหม้ายอายุ 72 ปี&amp;nbsp; เล่าด้วยสีหน้ามีความสุขว่า&amp;nbsp; มาอยู่ที่บ้านพักคนชราตั้งแต่เปิด &amp;nbsp;เพราะอยู่ติดกับมัสยิด&amp;nbsp; ทำให้ละหมาดได้สะดวก&amp;nbsp; (ละหมาดวันละ 5 ครั้ง)&amp;nbsp; อยู่ที่นี่ยังมีลูกหลานมาเยี่ยมบ่อยๆ&amp;nbsp; บางครั้งก็พากลับไปเยี่ยมบ้าน&amp;nbsp; แต่ตนอยากอยู่ที่นี่&amp;nbsp; เพราะมีเพื่อนๆ อยู่ด้วยกัน&amp;nbsp; รวมทั้งหมด&amp;nbsp; 13 คน (10 ห้อง)&amp;nbsp; ทำให้ได้พูดคุยกัน&amp;nbsp; ทำกับข้าวกินด้วยกัน&amp;nbsp; ใครมีอะไรก็เอามาแบ่งกันกิน&amp;nbsp; ทำให้ไม่เหงา&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราอยู่ที่นี่เหมือนกับครอบครัวเดียวกัน&amp;nbsp; ช่วยกันทำงาน&amp;nbsp; ปลูกผักเอาไว้กิน&amp;nbsp; ถ้าเหลือมากๆ ก็ขาย&amp;nbsp; มีรายได้เล็กน้อยๆ&amp;nbsp; ก็เอาเงินมาซื้อของทำขนมกินกัน&amp;nbsp; และเอาไว้เลี้ยงคนที่มาละหมาด&amp;rdquo; คุณยายยามิอ๊ะเล่าด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนผู้สูงอายุคนอื่นๆ ก็อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข&amp;nbsp; ไม่รู้สึกเปลี่ยวเหงา&amp;nbsp; เพราะอยู่ที่บ้านพักแห่งนี้จะมีกิจกรรมให้ทำร่วมกันตลอด&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เรียนวิชาศาสนาอิสลาม&amp;nbsp; ละหมาดร่วมกัน&amp;nbsp; ช่วยกันปลูกผักและรดน้ำ&amp;nbsp; โดยใช้พื้นที่ว่างหน้าบ้านพัก&amp;nbsp; ปลูกผักกาดเขียว&amp;nbsp; มะเขือ&amp;nbsp; พริก&amp;nbsp; มะนาว&amp;nbsp; กะเพรา&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เมื่อผักโตก็เก็บมาทำอาหารหรือขาย&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำขนมร่วมกันทุกวันพฤหัส&amp;nbsp; บางคนช่วยนวดแป้ง&amp;nbsp; บ้างก็หยิบโน่นทำนี่&amp;nbsp;&amp;nbsp; บ้างก็พูดคุยหยอกล้อกัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำให้บ้านพักแห่งนี้ไม่เงียบเหงา&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ทำขนมด้วงทอด&amp;nbsp; มีหน้าตาคล้ายกับหนอนด้วงตัวใหญ่&amp;nbsp; ใช้แป้งข้าวเหนียวมานวดกับมะพร้าวขูดแล้วทอดน้ำมัน&amp;nbsp; เมื่อสุกจะมีสีเหลืองเหมือนกล้วยทอด&amp;nbsp; จะคลุกน้ำตาลทรายหรือไม่คลุกก็ได้&amp;nbsp; เป็นของว่างกินกับน้ำชา&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังมีข้าวเหนียวแดง&amp;nbsp; ช่วยกันทำแล้วแจกกันกิน&amp;nbsp; และยังเผื่อแผ่ไปถึงคนที่มาละหมาดด้วย&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนคนที่ได้กินก็อิ่มอร่อย&amp;nbsp; คนที่ทำก็มีความสุขใจ&amp;nbsp; ที่ได้เอื้อเฟื้อ&amp;nbsp; และแบ่งปัน...!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาองค์กรชุมชนฯ เชื่อมโยงการพัฒนาชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากความสุขของผู้สูงวัยที่มัสยิดบ้านทุ่งแล้ว&amp;nbsp; สุวรรณ&amp;nbsp; มุคุระ&amp;nbsp; เลขานุการสภาองค์กรชุมชนตำบลเขาครามบอกว่า&amp;nbsp; สภาฯ ยังมีบทบาทในการเชื่อมโยงกลุ่มต่างๆ ในตำบล&amp;nbsp; รวม&amp;nbsp; 41 กลุ่มให้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนร่วมกัน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เชื่อมโยงกลุ่มเลี้ยงผึ้งโพรง&amp;nbsp; กลุ่มอนุรักษ์ชายฝั่ง&amp;nbsp; และกลุ่มประมงท้องถิ่นให้เข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนกัน&amp;nbsp; ซึ่งกลุ่มต่างๆ เหล่านี้เป็นสมาชิกสภาองค์กรชุมชนตำบลเขาคราม&amp;nbsp; โดยจะมีการประชุมสภาประมาณ 2-3 เดือนครั้ง&amp;nbsp; หรือตามสถานการณ์และความจำเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สุธีร์&amp;nbsp; ปานขวัญ&amp;nbsp; ประธานกลุ่มเลี้ยงผึ้งโพรงบ้านไหนหนัง&amp;nbsp; ต.เขาคราม&amp;nbsp; ซึ่งเป็นสมาชิกสภาองค์กรชุมชนฯ บอกว่า กลุ่มเลี้ยงผึ้งจัดตั้งขึ้นมาในปี 2557 มีสมาชิก 39 คน &amp;nbsp;ซึ่งสมาชิกแต่ละคนจะเลี้ยงผึ้งในสวนของตัวเอง&amp;nbsp; มีรังผึ้งรวมกันทั้งหมดประมาณ 520 รัง&amp;nbsp; ปีหนึ่งจะเก็บน้ำผึ้งได้ 1 ครั้ง&amp;nbsp; คือในช่วงเดือนเมษายน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนใหญ่จะขายเป็นน้ำผึ้งให้แก่โรงแรมต่างๆ ประมาณปีละ 700-800 ลิตร&amp;nbsp; ขนาดบรรจุ&amp;nbsp; 700 cc. ราคาขวดละ 500 บาท&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังนำน้ำผึ้งมาผลิตเป็นสบู่&amp;nbsp; แชมพูสระผม&amp;nbsp; ลูกอม&amp;nbsp; และผสมในขนมต่างๆ&amp;nbsp; ทำให้สมาชิกกลุ่มมีรายได้เสริมนอกจากการทำสวนยางพาราและปาล์มน้ำมัน&amp;nbsp; รวมกันประมาณปีละ 150,000&amp;nbsp; บาท&amp;nbsp; และจะแบ่งผลกำไรจากกลุ่มปีละ 10 %&amp;nbsp; หรือประมาณ 15,000 บาท&amp;nbsp; เพื่อนำไปสนับสนุนกลุ่มอนุรักษ์ชายฝั่ง&amp;nbsp; ซึ่งมีกิจกรรมต่างๆ เช่น&amp;nbsp; การปรับพื้นที่เปิดทางน้ำเข้า-ออกเพื่อฟื้นฟูป่าชายเลน&amp;nbsp; การปลูกไม้ชายเลนในบ่อกุ้งร้าง&amp;nbsp; ปล่อยสัตว์น้ำวัยอ่อน&amp;nbsp; และเฝ้าระวังไม่ให้มีการบุกรุกหรือทำลายป่าชายเลน&amp;nbsp; รวมทั้งดูแลป่าชุมชนที่อยู่ติดกับป่าชายเลนด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ป่าชายเลนบ้านไหนหนัง ต.เขาคราม จ.กระบี่)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ป่าชุมชนและป่าชายเลนเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของสัตว์น้ำต่างๆ&amp;nbsp; ทั้งกุ้ง&amp;nbsp; หอย&amp;nbsp; ปู&amp;nbsp; ปลา&amp;nbsp; ทำให้ชาวประมงพื้นบ้านมีอาชีพ&amp;nbsp; มีรายได้ และมีอาหารเลี้ยงดูครอบครัว &amp;nbsp;นอกจากนี้ป่าชุมชนและป่าชายเลนยังเป็นแหล่งหาน้ำหวานของผึ้งโพรงที่พวกเราเลี้ยง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ดอกตะบูน&amp;nbsp; ลำพู&amp;nbsp; แสมขาว หวายลิง&amp;nbsp; เมื่อป่าสมบูรณ์&amp;nbsp; อาหารของผึ้งก็จะมีมาก&amp;nbsp; น้ำผึ้งก็จะได้มาก&amp;nbsp; เราจึงนำรายได้จากการเลี้ยงผึ้งมาสนับสนุนกลุ่มอนุรักษ์&amp;nbsp; เพราะแต่ละอาชีพในตำบลต้องพึ่งพาและช่วยเหลือกัน&amp;rdquo;&amp;nbsp; ประธานกลุ่มเลี้ยงผึ้งกล่าวในตอนท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภูมิปัญญาผู้สูงวัยที่ตำบลโคกม่วง&amp;nbsp; อ.เขาชัยสน&amp;nbsp; จ.พัทลุง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เทศบาลตำบลโคกม่วง&amp;nbsp; อ.เขาชัยสน&amp;nbsp; จ.พัทลุง&amp;nbsp; มีประชากรทั้งหมดประมาณ 15,000 คน&amp;nbsp; มีผู้สูงอายุประมาณ 1,400&amp;nbsp; คน&amp;nbsp; เป็นองค์กรปกครองท้องถิ่นแห่งหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับการจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อรองรับสังคมผู้สูงวัย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; มีการจัดตั้งศูนย์พัฒนาและฟื้นฟูคุณภาพชีวิตผู้สูงวัยและคนพิการ&amp;nbsp; เพื่อให้ผู้สูงอายุและคนพิการอยู่กับครอบครัวและชุมชนได้อย่างมีความสุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปิยนารถ&amp;nbsp; หนูพลับ&amp;nbsp; นักพัฒนาชุมชนชำนาญการ&amp;nbsp; เทศบาลตำบลโคกม่วง&amp;nbsp; เล่าว่า&amp;nbsp; เทศบาลฯ เริ่มสนับสนุนกิจกรรมผู้สูงอายุตั้งแต่ปี 2553&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สนับสนุนชมรมผู้สูงอายุ&amp;nbsp;&amp;nbsp; การดูแลสุขภาพ&amp;nbsp; การออกกำลังกาย&amp;nbsp; การอนุรักษ์และถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ความรู้ด้านสมุนไพร&amp;nbsp; หมอพื้นบ้าน&amp;nbsp; งานหัตถกรรมและจักสาน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; โดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมการศูนย์พัฒนาและฟื้นฟูคุณภาพชีวิตผู้สูงวัยและคนพิการขึ้นมาเพื่อดำเนินกิจกรรมต่างๆ&amp;nbsp; โดยเทศบาลสนับสนุนงบประมาณปีละ 50,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;นอกจากนี้เทศบาลยังสนับสนุนเรื่องโรงเรียนครอบครัว&amp;nbsp; โดยจัดกิจกรรมให้ผู้สูงวัย&amp;nbsp; ลูกหลาน&amp;nbsp; และพ่อแม่มาทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การถ่ายทอดภูมิปัญญาด้านสมุนไพร&amp;nbsp; โดยให้ผู้สูงวัยที่มีความรู้พาเด็กและเยาวชนไปศึกษาสมุนไพรที่มีอยู่ในตำบลว่ามีอะไรบ้าง&amp;nbsp; มีประโยชน์อย่างไร&amp;nbsp; ใช้รักษาโรคอะไรได้บ้าง&amp;nbsp; ทำให้เด็กๆ และพ่อแม่ได้รับความรู้&amp;nbsp; และให้ความเคารพนับถือผู้สูงวัย&amp;nbsp; ขณะที่ผู้สูงวัยก็จะรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า&amp;nbsp; เป็นการเชื่อมโยงครอบครัวและชุมชนเข้าด้วยกัน&amp;nbsp; ซึ่งจะทำให้ครอบครัวมีความอบอุ่น&amp;nbsp; มีความสุข&amp;nbsp; ช่วยลดและป้องกันปัญหาการใช้ความรุนแรงในครอบครัวด้วย&amp;rdquo;&amp;nbsp; ปิยนารถยกตัวอย่าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(เครื่องนวดสมุนไพรภูมิปัญญาท้องถิ่น)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตัวอย่างกิจกรรมผู้สูงอายุที่จัดขึ้นมา&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; โครงการ &amp;lsquo;เสียงเพรียกจากครอบครัว&amp;rsquo;&amp;nbsp; จะจัดขึ้นทุกๆ 2 เดือน&amp;nbsp; โดยใช้สวนสาธารณะหน้าเทศบาลเป็นลานจัดกิจกรรม&amp;nbsp; มีกิจกรรมต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; บริการนวดแผนโบราณ&amp;nbsp; ความรู้ด้านสมุนไพร&amp;nbsp; การจักสานเครื่องมือหาปลาด้วยไม้ไผ่&amp;nbsp; เครื่องใช้ในครัวเรือน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เสื่อ&amp;nbsp; กระจาด&amp;nbsp; ทัพพีตักข้าว&amp;nbsp; ตักแกง&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; โดยผู้สูงวัยที่มีความรู้และภูมิปัญญาต่างๆ จะมาสาธิตและให้บริการ&amp;nbsp; รวมทั้งนำสินค้าที่ผลิตเองมาจำหน่าย&amp;nbsp; ทำให้มีรายได้และเกิดความภาคภูมิใจในผลงานของตัวเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังกิจกรรมบันเทิงและสันทนาการ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การออกกำลังกาย&amp;nbsp; การร้องเพลง&amp;nbsp; รำวง&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; มีอาหารและขนมพื้นบ้านให้ทุกคนได้อิ่มหนำ&amp;nbsp; ซึ่งกิจกรรมแต่ละครั้งจะมีผู้สูงวัยทั้งตำบลเข้าร่วมงานประมาณ 300-400 คน&amp;nbsp; ทำให้ผู้สูงอายุได้มาพบปะ&amp;nbsp; สังสันท์&amp;nbsp; ทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันอย่างมีความสุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุณตาสมบูรณ์&amp;nbsp; ทิพย์นุ้ย&amp;nbsp; อายุ 72 ปี&amp;nbsp; ประธานชมรมหมอพื้นบ้าน&amp;nbsp; เทศบาลตำบลโคกม่วง&amp;nbsp; เล่าว่า&amp;nbsp; ชมรมฯ เริ่มก่อตั้งในปี 2545&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยเริ่มจากงานวิจัยสมุนไพรท้องถิ่นที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) หลังจากนั้นจึงนำความรู้มาถ่ายทอดให้คนที่สนใจ&amp;nbsp; โดยเทศบาลให้การสนับสนุน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่น&amp;nbsp; ออกหน่วยบริการเคลื่อนที่ร่วมกับ รพ.สต.เดือนละ 1 ครั้ง&amp;nbsp; เพื่อแนะนำให้ชาวบ้านปลูกและใช้สมุนไพรเพื่อพึ่งตนเอง&amp;nbsp; ช่วยบำรุงร่างกายสตรีหลังคลอด&amp;nbsp; รักษาโรคแผลพุพองในเด็ก&amp;nbsp; โรคตานขโมย&amp;nbsp; รวมทั้งบริการนวดให้แก่ผู้ที่มีอาการปวดเมื่อย&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัจจุบันมีสมาชิกชมรมหมอพื้นบ้าน 8 คน&amp;nbsp; และมีหมอพื้นบ้านในตำบลอีกประมาณ 10 คนที่มีความรู้ด้านนี้&amp;nbsp; ส่วนใหญ่จะได้ความรู้มาจากครอบครัว&amp;nbsp; โดยถ่ายทอดสืบต่อกันมานานหลายชั่วอายุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวอย่างสมุนไพรพื้นบ้านที่นำมาใช้ในชีวิตประจำวัน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ผักเสี้ยนผี&amp;nbsp; นำมาดองกับน้ำมะพร้าว&amp;nbsp; กินกับน้ำพริก มีสรรพคุณ&amp;nbsp; ไล่ลมในท้อง&amp;nbsp; แก้ท้องอืด&amp;nbsp; ท้องเฟ้อ,&amp;nbsp; พลูคาว&amp;nbsp; นำมากินแก้ช้ำบวม&amp;nbsp; รักษาโรคมะเร็ง, หางไหล&amp;nbsp; นำมาต้ม&amp;nbsp; แล้วอมน้ำแก้เจ็บปวดฟัน&amp;nbsp; ใช้ไล่แมลง&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังนำสมุนไพรต่างๆ มาต้มรวมกันในหม้อดินเพื่อกินเป็นยาบำรุงกำลัง&amp;nbsp; และขับล้างสารพิษ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; มะแว้ง&amp;nbsp; หญ้าหนวดแมว&amp;nbsp; กำแพง 7 ชั้น&amp;nbsp; ใบยอ&amp;nbsp; พังโหม ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ความรู้ด้านสมุนไพรพื้นบ้านนี้&amp;nbsp; นับวันมีแต่จะหมดไป&amp;nbsp; เพราะเดี๋ยวนี้มียาสมัยใหม่เข้ามา&amp;nbsp; ทำให้ใช้สะดวก&amp;nbsp; คนก็ไม่อยากจะใช้ยาพื้นบ้าน&amp;nbsp; เพราะเห็นว่าเป็นของโบราณ&amp;nbsp; เป็นเรื่องของคนแก่&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่สมุนไพรและยาพื้นบ้านนี้มันเป็นของที่ไม่ต้องซื้อหา&amp;nbsp; ปลูกเอาก็ได้&amp;nbsp; หรือขึ้นไปเก็บบนควน (เขา) พวกเราจึงอยากจะรักษาเอาไว้&amp;nbsp; และถ่ายทอดให้ลูกหลานได้ศึกษาหาความรู้&amp;nbsp; แม้จะไม่ใช้ก็ไม่เป็นไร&amp;nbsp; แต่อย่าไปทำลายมัน&amp;rdquo;&amp;nbsp; คุณตาสมบูรณ์เล่าด้วยความภาคภูมิใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; นอกจากภูมิปัญญาพื้นบ้านที่สมาชิกชมรมฯ มีอยู่แล้ว&amp;nbsp; ขณะนี้เทศบาลตำบลโคกม่วงได้นำความรู้ด้านสมุนไพรและสรรพคุณของต้นไม้ต่างๆ ที่ปลูกเอาไว้ในสวนสาธารณะหน้าเทศบาลมาติดตั้งแถบ QR Code ที่ลำต้น&amp;nbsp; เมื่อใช้โทรศัพท์มือถือสแกน QR Code&amp;nbsp; ข้อมูลต่างๆ ของต้นไม้และสรรพคุณด้านสมุนไพรก็จะปรากฏขึ้นมาที่หน้าจอโทรศัพท์&amp;nbsp; เป็นการใช้เทคโนโลยีเพื่อต่อเติมความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นให้อยู่คู่กับชุมชนตลอดไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งหมดนี้เป็นรูปธรรมการใช้พลังและภูมิปัญญาของชุมชนและท้องถิ่นมาพัฒนาและแก้ไขปัญหาของตัวเอง&amp;nbsp; เพื่อก้าวเดินไปสู่ชุมชนเข้มแข็งและพึ่งพาตัวเองได้...!!&amp;nbsp; &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36701</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตลาดนัดต้นทวย, ปิยนารถ  หนูพลับ, ยามิอ๊ะ  ถวายเชื้อ, รุ่งโรจน์  ตั้งมั่น, สมบูรณ์  ทิพย์นุ้ย, สุธีร์  ปานขวัญ, สุวรรณ  มุคุระ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>เครื่องนวดสมุนไพรภูมิปัญญาท้องถิ่น</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
